Books: The Zürau Aphorisms by Franz Kafka

The Zürau Aphorisms, Franz Kafka


บันทึกปรัชญาขนาดสั้น ว่าด้วยภาพสะท้อนของบาป, ความหวัง, ความทุกข์ทรมาณ และหนทางที่แท้จริง

Synopsis: นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ลักลั่น และน่าฉงนฉงายทีเดียวที่งานประพันธ์ในรูปแบบคติพจน์ที่ขึ้นชื่อว่าหนักแน่น ดิ่งลึก และมีความเป็นนามธรรมสูงขนาดนี้ จะถูกเขียนขึ้นในช่วงที่ว่ากันว่าคาฟคามีความสุขมากที่สุดในชีวิต

บางทีอาจเป็นเพราะความสุขสงบทั้งภายในและภายนอกที่คล้ายกับสมาธินี้กระมัง ที่เนรมิตให้คาฟคาสามารถประพันธ์งานทางความคิดที่มีลักษณะเป็นปรัชญา (ทั้งในเชิงเนื้อหาและรูปแบบ) ชิ้นเดียวในชีวิตเขาขึ้นมาได้

ซื้อหนังสือมาทั้งหมด 3 เล่ม เล่มแรกที่ตัดสินใจหยิบมาอ่านก่อนก็เป็น The Zürau Aphorisms ของ Franz Kafka แปลโดย รัฐพล เพชรบดี และคำนิยมโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจจะเพราะเป็นเล่มเล็กเลยคิดว่าน่าจะอ่านจบง่ายเลยทำการหยิบขึ้นมาอ่านก่อน ในตัวหนังสือมีภาพของปกพร้อมกับที่คั่นหนังสือมาให้ด้วย

ระหว่างที่อ่านคิ้วไม่สามารถหยุดขมวดคิ้วได้ ต้องมีการเปิด dictionary หรือตั้งคำถามตลอดเวลาที่อ่าน เป็นการอ่านที่ต้องใช้สมาธิพอสมควร มีความรู้สึกอยากเรียนภาษาเยอรมันเพื่ออ่าน The Zürau Aphorisms เผื่อเข้าใจสิ่งที่ Kafka จะพยายามสื่อมากขึ้น เพราะเข้าใจการแปลภาษาของหนังสือเป็นงานที่ค่อนข้างยากและต้องหาศัพท์ที่ใช้อย่างเหมาะสม ในบางกรณีอาจจะทำให้สิ่งที่สื่อโดยแท้จริงบิดเบือนไปเล็กน้อย

บางบทไม่สามารถทำความเข้าใจได้จนต้องข้ามผ่านไป มีคำถามว่าถ้าหากเวลาผ่านไป กลับมาอ่าน จะเข้าใจในสิ่งที่ Kafka สื่อมากขึ้นมั้ย? วันนี้ก็ได้เพียงตอบคำถามว่า ‘อาจจะไม่’ มีหลายบทที่ต้องขมวดคิ้วเพราะความงงงวย บางบทต้องชะงักอ่านเพราะความรู้สึก disturbing เล็กๆ

รวมบทที่อ่านแล้วชอบไว้ดังนี้

  1. หนึ่งในเสียงสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของความตระหนักรู้คือความปรารถนาที่จะดับสูญ ชีวิตนี้ดูแล้วช่างเหลือทานทนแบกรับ อีกทั้งก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ ทำให้คนคนหนึ่งไม่หลงเหลือความรู้สึกอับอายที่จะอยากสูญหายไปจากโลกนี้อีกต่อไป เขาอ้อนวอนร้องขอให้ช่วยย้ายเขาจากกรงขังที่เขาเกลียดชังไปยังอีกกรงขังหนึ่ง ซึ่งวันหนึ่งความ(ความ? ตรงนี้ไม่รู้ซ้ำหรือเปล่า) รู้สึกเดมๆ ก็คงจะตามมาซ้ำรอยเขา ถึงตรงนี้ ร่องรอยสุดท้ายของความเชื่อก็ยังคงอยุ่ กล่าวคือระหว่างการเคลื่อนย้ายจะมีผู้คุมบังเอิญเดินตรงมาที่โถงทางยาวของตึก สายตาเพ่งมองไปที่นักโทษ และตะโกนบอกว่า “ห้ามกักขังชายผู้นี้อีกต่อไป เขามากับฉัน”
  2. เฉกเช่นเดียวกับเส้นทางแห่งฤดูใบไม้ร่วง ที่ยังไม่ทันกวาดเกลี่ยทางได้เท่าไหร่ เธอก็ต้องถูกพร่างพรมไปด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่นอีกคราเสียแล้ว
  3. กำก้อนหินให้กระชับแน่นที่มือมือหนึ่งจะทำได้ แต่ไม่ว่าจะกำก้อนหินให้แน่นกระชับอย่างไร สุดท้ายจุดประสงค์ก็เพื่อการเขวี้ยงออกไปเพื่อหวังในระยะทางที่ไกลกว่า ประเด็นตรงนี้มีอยู่เพียงว่า หนทางซึ่งนำไปสู่จุดที่หินหล่นนั้นยังคงดำรง
  4. เราจักมีปิติกับโลกนี้อย่างแท้จริงได้อย่างไร ถ้าเราไม่หนีหายไปกับมัน?
  5. สภาวะแห่งการครอบครองไม่มี จะมีก็แต่สภาวะแห่งการดำรงอยู่ ซึ่งกระหายเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ถ้าไม่เช่นนั้นก็ขาดอากาศตาย
  6. เมื่อก่อน ฉันไม่เข้าใจว่าเหตุใดคำถามของฉันจึงไร้คำตอบ มาวันนี้ ฉันไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุผลกลใดฉันจึงต้องทึกทักตั้งคำถามซึ่งฉันเองก็มิได้สันนิษฐานสิ่งใดเป็นพิเศษ ฉันเพียงถามเท่านั้น
  7. ไม่ว่าคุณจะตระเตรียมการเพื่อรับมือกับเรื่องราวที่หนักหนาใดๆ ผลก็มักปรากฎไปในทางที่ตลกร้ายเสียทุกครั้ง
  8. เชื่อในความก้าวหน้า มิได้หมายถึงเชื่อในความก้าวหน้าที่ได้เคยเกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งดังกล่าวมิต้องอาศัยความเชื่อหรอก
  9. มนุษย์นั้นคงมิอาจใช้ชีวิตอยู่ได้หากปราศจากความศรัทธาอันมั่นคงแน่วแน่ต่อบางสิ่งบางอย่างที่มิอาจโค่นล้างทำลายได้ ซึ่งดำรงอยู่ภายในตัวเขา ถึงแม้ว่าความศรัทธาและสิ่งซึ่งโค่นล้างทำลายมิได้นั้นอาจยังคงซ่อนเร้นปิดบังเขาไว้อย่างถาวรก็ตาม ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่แฝงอยู่ในภาวะดังกล่าว เราเรียกว่าการยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้าที่มีตัวตน
  10. มีบางคำถามในชีวิตที่เราไม่สามารถข้ามผ่านได้ นั่นเป็นเพราะเราเลือกที่จะไม่เป็นอิสระจากมันเอง
  11. มีทางเลือกอยู่สองทาง ว่าจะคลายสภาพตนให้เล็กลงจนเป็นอนันต์ หรือจะดำรงสภาวะตนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ท่านว่าสิ่งแรกนั้นครองสภาวะสัมบูรณ์แล้ว การกระทำจึงว่าง ในขณะที่สิ่งหลังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การกระทำจึงดำเนิน